เทคโนโลยีการถ่ายภาพในโทรศัพท์มือถือมีประโยชน์อย่างไร

Smart Phone Camera

โทรศัพท์นั้นสามารถใช้งานได้หลากหลายฟังก์ชัน ซึ่งในปัจจุบันนี้ได้มีวิวัฒนาการล้ำหน้าไปอีกโดยการให้มีกล้องติดโทรศัพท์ เพื่อใช้ในการถ่ายภาพนิ่งภาพเคลื่อนไหวก็ได้ และยิ่งในบางรุ่นที่มีความล้ำสมัยนั้นจะมีสองตัวด้วยกันคือกล้องหน้าและกล้องหลังไว้สำหรับถ่ายภาพ ซึ่งถือว่าเพื่อเป็นความสะดวกสบายของผู้ใช้นั่นเอง ที่จะได้ไม่ต้องมีการหันกล้องไปมาให้หัวเสีย ซึ่งมีการมีกล้องไว้ในโทรศัพท์เพื่อพกพาไปที่ไหนๆ ก็ได้นั้นมีประโยชน์เป็นอย่างมากดังจะกล่าวต่อไปนี้

1.    มีขนาดเล็กพกพาสะดวก เนื่องจากกล้องถ่ายรูปที่อยู่ในโทรศัพท์นั้นมีขนาดที่สามารถพกพาได้ง่าย เพราะเล็กมากทำให้เราสามารถนำติดตัวไปที่ใดๆ ก็ได้ ไม่ว่าจะเป็นการท่องเที่ยวทั้งในเมืองไทยและต่างประเทศ โดยที่ไม่ต้องแบกสัมภาระอะไรไปมากมายจนเกะกะไปหมด นับว่าเป็นข้อดีมากเลยทีเดียวของการมีโทรศัพท์และยังสามารถใช้กล้องถ่ายรูปไปในตัวได้อีกด้วย

2.    กล้องโทรศัพท์ติดตัวตลอดเวลาทำให้ถ่ายภาพได้รวดเร็ว ข้อนี้ถือว่าเป็นเรื่องจริงสำหรับหลายคนที่ชอบลงโซเชียลนั้น การมีโทรศัพท์ที่มีกล้องอยู่ในตัวนั้นทำให้เราพกพาไปที่ไหนก็ได้ ไม่ว่าจะขึ้นเขาลงห้วยหรือไปในสถานที่ที่ทุรกันดารก็สามารถนำติดตัวไปได้อย่างไม่หนักหนาอะไร และเมื่อเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นนั้นเราสามารถหยิบกล้องมาถ่ายภาพได้ ไม่ว่าจะเป็นภาพวิวหรือสถานที่ที่สวยงาม หรือถ่ายกับบุคคลสำคัญต่างๆ ที่เราบังเอิญพบเจอเพียงเสี้ยววินาทีนั้นได้อย่างทันท่วงที

3.    สามารถนำมาแต่งภาพก่อนลงโซเชียลได้อย่างรวดเร็ว และแน่นอนว่าสำหรับคอโซเชียลหรือผู้ที่รักการเล่นอินเตอร์เน็ตเป็นชีวิตจิตใจนั้นจะต้องมีการถ่ายภาพและอัพเดทชีวิตลงในเว็บไซต์ต่างๆ ในหน้าโปรไฟล์ของตนเอง และในบางครั้งนั้นรูปภาพอาจจะมีแสงและเงาไม่ตรงตามความต้องการของเรา ดังนั้นเราสามารถใช้รูปภาพจากในโทรศัพท์นี่แหละเข้าแอพพลิเคชั่นในการแต่งภาพได้อย่างง่ายดาย โดยไม่ต้องมีการรอไปลงในคอมพิวเตอร์ก่อนซึ่งจะทำให้เสียเวลา ซึ่งเราสามารถถ่ายภาพและเช็คอินสถานที่นั้นได้เลยทันที

4.    มีกล้องถ่ายวีดีโอไว้เมื่อต้องการบันทึกภาพเหตุการณ์นาทีระทึกได้ทันเวลา ซึ่งโทรศัพท์มือถือในปัจจุบันนั้นไม่ได้มีเพียงแค่กล้องถ่ายรูปเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีกล้องไว้สำหรับถ่ายวิดีโออีกด้วย ซึ่งตัวนี้แหละจะทำให้เราสามารถบันทึกเหตุการณ์ต่างๆ ได้ทันท่วงที เพราะบางครั้งหากเราไปเจอเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันเราสามารถเก็บคลิปวิดีโอเอาไว้เพื่อเป็นหลักฐานได้ หรือแม้แต่การถ่ายคลิปวิดีโอเพื่อความสนุกสนานในหมู่เพื่อนฝูง หรือใช้ไว้สำหรับงานสำคัญของญาติพี่น้องของเรานั้นเราก็สามารถทำได้ด้วยเช่นกัน

 

ประชาชนมีสิทธ์เรียกร้องการเลือกตั้งหรือไม่

กระแสการเรียกร้องเพื่อให้มีการเลือกตั้งทั่วไปในประเทศไทยได้มีมาอย่างต่อเนื่อง  โดยมีกลุ่มผู้ชุมนุมแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ทางการเมือง ได้เรียกร้องให้รัฐบาลจัดการเลือกตั้ง มาอย่างต่อเนื่อง  “กลุ่มฟื้นฟูประชาธิปไตย” ได้แสดงออกกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ทางการเมืองภายใต้วัตถุประสงค์ “ประชาชนอยากเลือกตั้ง แสดงพลังต้านสืบทอดอำนาจ คสช.”  โดยได้เรียกร้องให้รัฐบาลจัดการเลือกตั้งในเดือนพฤศจิกายนปี 2561  และยังเรียกร้องให้ คสช.ยุติการดำเนินคดีกับนักเคลื่อนไหวทางการเมือง  จากการชุมนุมโดยสงบลุกลามไปสาการดำเนินข้อหากับผู้ชุมนุม  อาทิ  ข้อหายุยงปลุกปั่นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116, ข้อหามั่วสุมตั้งแต่ 10 คนขึ้นไปหรือกระทำการให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 215 และข้อหาขัดคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 3/2558 ร่วมกันมั่วสุมหรือชุมนุมทางการเมืองเกิน 5 คนขึ้นไป

ประชาชนมีสิทธ์เรียกร้องการเลือกตั้งหรือไม่

จากกรณีการชุมนุมของกลุ่มเรียกร้อง “สวนดุสิตโพล” มหาวิทยาลัยสวนดุสิต ได้สำรวจความคิดเห็นของ ประชาชนทั่วประเทศ จำนวนทั้งสิ้น 1,163 คน ระหว่างวันที่8-12 พฤษภาคม 2561 ต่อประเด็นการชุมนุมเพื่อเรียกร้องให้มีการเลือกตั้ง พบว่า   49.43% เห็นว่าการประท้วงเป็นสิทธิสามารถทำได้ แต่ต้องอยู่ในขอบเขตที่เหมาะสม   โดย  22.43% เห็นว่าต้องไม่สร้างความวุ่นวาย ความเดือดร้อนให้กับผู้อื่น

อีกทั้งประชาชนคิดว่าการประท้วงครั้งนี้เป็นสิทธิที่สามารถทำได้   70.85% เพราะทุกคนสามารถแสดงความคิดเห็นได้ เป็นสิทธิที่จะออกมาเรียกร้อง เป็นไปตามระบอบประชาธิปไตยต้องไม่สร้าง ความเดือดร้อนวุ่นวาย   ในขณะที่มีเพียง  6.88% เห็นทำไม่ได้ เพราะบ้านเมืองยังอยู่ภายใต้การทำรัฐประหาร มี คสช. ควบคุม มีกฎหมายห้ามชุมนุมประท้วง ฯลฯ

ประชาชน เห็นว่าการเรียกร้องให้มีการเลือกตั้งในปี 2561 จะไม่เป็นผลสูงถึง  37.66%  สาเหตุหลักมาจาก  นายกฯ ประกาศว่าจะมีการเลือกตั้งในปีหน้า ยังมีการแก้ไขกฎหมายอยู่ ยังไม่ได้ปลดล็อคพรรคการเมือง อาจเตรียมการเลือกตั้งไม่ทัน  และประชาชน 28.63% คิดว่าจะเป็นไปได้ ที่จะมีการเลือกตั้งในปี 2561 เพราะ มีการประท้วงเป็นระยะ เป็นการสร้างความกดดันต่อรัฐบาล ประชาชนอยากให้มีการเลือกตั้งโดยเร็ว และนายกฯ เคยประกาศ ว่าจะมีเลือกตั้งในปี 61

อย่างไรก็ตาม ประชาชน 52.01%  ไม่เห็นด้วยกับการประท้วงครั้งนี้เพราะ ควรใช้วิธีการที่สันติ แสดงความคิดเห็นที่เป็นประโยชน์ เพราะการประท้องอาจได้ไม่คุ้มเสีย อย่างไรก็ตามรัฐบาลต้องดำเนินการตามโรดแมป และการประท้วงกระทบต่อภาพลักษณ์ประเทศชาติ ในขณะที่สูงถึง 47.99% เห็นด้วย เพราะ อยากให้มีการเลือกตั้งโดยเร็ว ต้องการให้บ้านเมืองเป็นประชาธิปไตย ประชาชนได้ออกเสียง ใช้สิทธิของตนเอง

พิจารณามุมมองระดับสากล สำนักงานข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ เรียกร้องอย่างต่อเนื่องให้รัฐบาลไทยเคารพสิทธิในการแสดงความคิดเห็นและชุมนุมอย่างสงบ ในฐานะที่ประเทศไทยเป็นรัฐภาคีกับกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางการเมืองและพลเมือง

หากถามว่าประชาชนมีสิทธิเรียกร้องการเลือกตั้งหรือไม่  ย่อมมีสิทธิที่จะเรียกร้องได้  หากแต่วิธีการนั้นยังคงต้องอยู่ภายใต้การไม่ขัดต่อกฎหมาย ซึ่งในขณะนี้ ต้องยอมรับว่า คำสั่งหัวหน้า คสช. ถือเป็นกฎหมายที่ต้องปฏิบัติตาม

หลักการทำงานที่ดีสำหรับเด็กจบใหม่

เมื่อจบการศึกษา คุณจะได้รับฐานะเป็นบัณฑิต  แต่นั่นไม่ใช่ที่สุดของชีวิต ในทางตรงข้ามการเป็นบัณฑิต คือสัญญาณบอกว่าคุณกำลังจะเข้าสู่สนามชีวิตจริง ที่การทำงานนั้นต้องได้รับการประเมินโดยนายจ้าง ไม่ใช่เพียงการทำงานส่งอาจารย์   การเปลี่ยนแปลงจากการเป็นพี่ใหญ่ของรุ่นน้อง ไปสู่การเป็นน้องเล็กในองค์กรของให้เด็กจบใหม่ทุกคนต้องปรับตัวให้เข้ากับงานที่ทำ และ คนที่ทำงานร่วมกันทั้งในองค์กร และนอกองค์กร ดังนั้นจึงควรศึกษาหลักการทำงานที่ดีเพื่อที่จะได้นำมาพัฒนาตัวเอง หากคุณอยากเป็นเด็กจบใหม่ที่ทำงานได้ดีเราเอาหลักการทำงานที่ดีสำหรับเด็กจบใหม่ มาฝากกันหวังว่าจะเป็นประโยชน์ไม่น้อย

หลักการทำงานที่ดีสำหรับเด็กจบใหม่

  1. มีทัศนคติในการทำงานที่ดี รักการเรียนรู้เพื่อให้เข้าใจงาน มีความมานะที่จะแสวงหาความรู้และเก็บเกี่ยวประสบการณ์จากงานที่ได้รับมอบหมาย   ตั้งเป้าหมายในการพัฒนาทักษะความสามารถของตนเองให้เพิ่มขึ้นเพื่อที่จะสามารถดูแลรับผิดชอบงานได้มากขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป
  2. แสดงความรับผิด และ รับชอบ การพิสูจน์ว่าคุณเป็นผู้ใหญ่มากพอคือการมีความรับผิดชอบ อย่ารับแต่ชอบอย่างเดียว   การทำงานที่ผิดพลาดของคุณอาจส่งผลกระทบถึงงานของคนอื่นจึงควรที่จะมีสติกับงานที่ทำ และทำให้ตรงตามกรอบเวลา พยายามให้มีข้อผิดพลาดให้น้อยที่สุด
  3. เคารพกติกาที่ชอบธรรม เช่น กฎระเบียบของบริษัท หรือเงื่อนไขการทำงาน อย่าไปทำงานสาย เข้างานให้ตรงเวลา ส่งงานให้ทันตามกำหนดที่ได้รับมอบหมาย เข้าประชุมให้ตรงเวลา เตรียมการประชุมให้พร้อม
  4. บริหารจัดการชีวิตการทำงานและชีวิตส่วนตัวให้ดี การทำงานอย่างจริงจังเป็นสิ่งที่ดีแต่ไม่ใช่ว่าการเป็นเด็กใหม่ต้องทุ่มเทให้งานจนเบียดบังเวลาในชีวิตของคุณมากไป การอาสาแสดงน้ำใจช่วยเหลือทำงานเกินเวลาเกิดขึ้นได้แต่ไม่ใช่ทุกวัน
  5. สร้างมิตรภาพที่ดีในที่ทำงาน การทำงานย่อมมีคนที่เราชอบและไม่ชอบ แต่ไม่จำเป็นต้องสร้างศัตรู และควรมองเรื่องงานให้แยกจากเรื่องส่วนตัว
  6. ถ้าอยากให้ชีวิตการทำงานสดใสควรเริ่มต้นวางแผนชีวิตตั้งแต่ทำงานใหม่ๆ เช่น การรู้จักเก็บออม อย่าใช้จ่ายฟุ่มเฟือยจนแทบไม่เหลือเก็บ อย่าเริ่มก่อหนี้ ควรเก็บเงินจากรายได้มาเก็บออมสัก 10% – 20%  การวางแผนอนาคต 2-5 ปีข้างหน้าว่าจะพัฒนาตนเองอย่างไร
  7. เติมความรู้ให้ตัวเองอยู่เสมอ โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับสายงานที่เราทำอยู่ ซึ่งสามารถสอบถามพูดคุยกับเพื่อนร่วมงาน รุ่นพี่ หรือเจ้านาย  รวมทั้งการนำตัวเองเข้าไปเรียนรู้จากการอาสาทำงานที่อยากรู้ หรือศึกษาจากสื่อออนไลน์ที่เชื่อถือได้

สุดท้ายจงอดทนและไม่ย่อท้อ เมื่อมาเจอปัญหาและอุปสรรคต่าง ๆ ไม่มีใครทำงานแล้วไม่เจอ ปัญหาแต่ทุกปัญหาทำให้คุณได้ฝึกการคิดแก้ปัญหา และสร้างภูมิคุ้มกันให้ตัวเอง หากมีปัญหาจงหาทางออกและต้องอดทน พยายามทำงานให้สำเร็จ