ความแตกต่างของน้ำมันเสน่ห์และน้ำมันพราย

น้ำมันเสน่ห์ กับน้ำมันพราย ต่างกันอย่างไร

คนที่เล่นทางไสยศาสตร์ หรือนิยมพวกเครื่องรางของขลังต่าง ๆนั้น ต้องรู้จักพวก น้ำมันเสน่ห์ หรือไม่ก็ต้องรู้จักน้ำมันพรายแน่นอน หลายๆคนที่ไม่ใช่แฟนพันธ์แท้ ไม่ได้ศึกษาให้ลึกซึ่ง อาจจะคิดว่ามันเป็นชนิดเดียวกัน แต่ความจริงแล้ว ทั้งสองอย่างนี้ ไม่เหมือนกันเลย ไม่ว่าจะเป็นวิธีการทำน้ำมัน ส่วนประกอบต่าง ๆ ก็ไม่เหมือนกันสักอย่าง

และที่สำคัญ อานุภาพก็แตกต่างกันด้วย เราจะมาทำความเข้าใจกับน้ำมันสองชนิดนี้ก่อน เพื่อที่จะได้ไม่ต้องสับสนกันในคราวต่อไป

น้ำมันพราย ชื่อนี้เรามักจะคุ้นเคยกันดี เพราะไม่ว่าในหนังผีต่าง ๆ เรามักจะเห็นพวกอาจารย์หรือหมอผี ไปลนเอาน้ำมันพรายจากศพผู้หญิง เอามาทำน้ำมันพราย ซึ่งมันก็ดูจะสยองไม่น้อย คนที่จะกล้าใช้น้ำมันชนิดนี้ ต้องเป็นคนที่เล่นมนต์เสน่ห์ทางสายดำเท่านั้น คนที่เล่นสายขาวทางด้านเสน่ห์ เขาจะไม่เอาเด็ดขาด เพราะมันมีผลเสียหลายอย่าง

น้ำมันเสน่ห์ อันนี้หลายๆคนอาจจะไม่ค่อยรู้จักเหมือนกับน้ำมันพรายเท่าไหร่ เพราะไม่ค่อยปรากฏในหนังเหมือนอย่างแรก วิธีการทำ และส่วนประกอบก็แตกต่างกับน้ำมันพรายเป็นคนละอย่างเลย ทั้งวิธีการปปลุกเสกหรือวิธีการทำน้ำมัน การจะได้มาซึ่ง น้ำมันเสน่ห์ นั้น ส่วนมากจะได้มาจากพวกพืชตระกูลว่านทั้งหลาย ส่วนมากจะเป็นว่านประเภทดอกทอง อย่างเช่น ว่านดอกทองแท้ ว่านมหาเสน่ห์(รากราคะ) ว่านดอกกระเจา เป็นต้น

น้ำมันเสน่ห์

หรืออาจจะมีพวกเถาวัลย์หลงมาด้วย ก็อยู่ที่คนปลุกเสก ว่าเขาจะเอาว่านชนิดไหนมาเป็นส่วนประกอบ แต่ว่านทั้งหมดที่กล่าวมานั้น ก็มีอานุภาพในเรื่องของเสน่ห์ทั้งนั้น โดยการเอามาสกัด ไม่ว่าจะเป็นการต้ม หรือวิธีการต่าง ๆ เพื่อที่จะได้มาซึ่ง น้ำมันเสน่ห์ และก็ต้องมาผ่านการปลุกเสก ว่านแต่ละชนิดที่กล่าวมา จะมีสรรพคุณในตัวแตกต่างกันไป และก็เป็นว่านที่หายากทั้งนั้น

อย่างเช่นว่านดอกทอง ตามสรรพคุณเขาว่ากันไว้ว่า คนที่ปลูกว่านชนิดนี้ จะมีเสน่ห์ที่รุนแรงมาก โดยเฉพาะผู้หญิงถ้าสัมผัสกับว่านชนิดนี้ จะมีผลทางด้านกามาอย่างรุนแรง เหมือนจะไปปลุกราคะให้เพิ่มมากยิ่งขึ้น เป็นว่านที่หายากมากในปัจจุบัน ส่วนมากที่เขาเอามาขาย โดยอ้างว่าเป็นของแท้นั้น ส่วนมากจะไม่แท้ จะเป็นการอวดอ้างสรรพคุณกันเสียมากกว่า

คุณที่รู้จัก หรือมีว่านชนิดนี้จริงๆ เขาจะไม่บอกให้ใครรู้เป็นอันขาด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คนที่มีศีลอย่างพระต่างๆ เพราะรู้ว่า คนที่จะเอาไปใช้นั้น จะเอาไปใช้ในด้านไหน ส่วนมากจะเป็นด้านไม่ดีเสียมากกว่า เขาเลยไม่นิยมให้ใครได้ของแท้ หรือบอกให้รู้ว่ามีว่านชนิดนี้อยู่ที่ไหน

และเรื่องของ น้ำมันเสน่ห์ที่ขายกันเต็มในอินเตอร์เน็ตนั้น เราไม่มีทางที่จะรู้ได้เลยว่า ที่เราดูนั้นมันเป็นของจริงหรือไม่มีอย่างเดียวเท่านั้น คือเราต้องลองเอง หรือไม่ก็สอบถามจากคนที่เคยซื้อมาก่อน

เพราะน้ำมันชนิดนี้ มันสามารถที่จะปลอมแปลงกันง่ายมาก โดยเอาอะไรมาเป็นส่วนประกอบ แล้วอ้างว่าเป็นน้ำมันเสน่ห์ก็ได้ทั้งนั้น โดยที่คนซื้อไม่มีทางที่จจะรู้ได้ คนที่อยากจะได้น้ำมันชนิดนี้ ต้องดูให้ดี ดูให้รอบคอบเสียก่อน ไม่งั้นจะเป็นการหลอกให้ซื้อ ให้เราเสียเงินฟรี โดยที่เราได้น้ำมันอะไรมาก็ไม่รู้

 

10 อาหารเพื่อสุขภาพ รับมือคนวัยทอง

เมื่อเริ่มเข้าสู่วัยทอง อายุมากขึ้นก็ต้องหมั่นดูแลสุขภาพมากขึ้น การดูแลเรื่องอาหารการกินก็เป็นสิ่งหนึ่งที่สำคัญมาก ไม่ควรที่จะละเลย วันนี้เรามีข้อมูลเพื่อสุขภาพ  เคล็ดลับดีๆ จาก HelloKhunmor.com  มาบอกกัน

อาหารเพื่อสุขภาพ
1.งดรับประทานอาหารระหว่างมื้อ อาทิ ขนมคบเคี้ยว ขนมหวาน คุกกี้ น้ำอัดลม เพราะมีน้ำตาลที่สูงเกินกว่าร่างกายต้องการ เพื่อลดความเสี่ยงต่อโรคเบาหวาน แล้วโรคอื่นๆ อีกมากมาย
2.ลดอาหารจำพวกที่มีไขมันอิ่มตัวสูง เช่น เบคอน เนื้อติดมัน อาหารทอด
3.ลดอาหารที่มีโซเดียมสูง เช่น เครื่องปรุงรสต่างๆ ซอส น้ำปลา ซีอิ้ว เพื่อลดความเสี่ยงของโรคไต และความดันสูง
4.งดดื่ม เบียร์ เหล้า และ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิด ยิ่งคนวัยทองที่เป็นโรคความดันไม่ควรดื่มโดยเด็ดขาด
5.การปรุงอาหาร ควรใช้วิธี ต้ม ย่าง นึ่ง ปิ้ง ลดการใช้น้ำมันในการทอด
6.รับประทานอาหารช้าๆ เคี้ยวให้ละเอียด เพื่อให้ระบบย่อยอาหารทำงานได้อย่างเต็มที่
7.ทานข้าวกล้องแทนข้าวขาวเพราะมีกากไย และวิตามินที่สูงกว่า
8.เน้นทานผักผลไม้เพื่อสุขภาพ มากกว่าการทานเนื้อสัตว์
9.ผักที่เหมาะกับคนวัยทอง ได้แก่ ผักบุ้ง กวางตุ้ง ตำลึง ผักกาดขาว
10.ผลไม้ที่เหมาะกับคนวัยทอง ได้แก่ กล้วยน้ำว้า มะละกอสุก สัปปะรด
เพียงแค่ดูแลอาหารการกิน ตามเคล็ดลับ 10 ข้อข้างบน รับรองสุขภาพของคนวัยทองจะดีขึ้นไม่แพ้คนหนุ่มสาวเลยละครับ

เตรียมจัดเต็มพาคุณหนู ๆ เที่ยวพิพิธภัณฑ์ สนุกและสร้างการเรียนรู้ไปพร้อมกันได้ทั้งครอบครัว

เที่ยวพิพิธภัณฑ์

บางครั้งในวันหยุดเสาร์ – อาทิตย์ คุณพ่อคุณแม่หลายคนอาจจะมีความคิดที่จะพาลูก ๆ ไปเที่ยว จะได้มีกิจกรรมทำกันในวันหยุดสุดสัปดาห์แบบพร้อมหน้าพร้อมตากันทั้งครอบครัว แต่จะไปนั่งชิลรับลมทะเล หรือไปรับประทานอาหารทั่วไปก็คงจะกลายเป็นเรื่องที่แสนธรรมดาไปเสียแล้ว  เนื่องจากบางครอบครัวทำกันเป็นประจำ น่าจะมีอะไรใหม่ ๆ บ้างหรือมีสถานที่ท่องเที่ยวที่ทำให้ลูก ๆ ได้สนุกพร้อมได้เรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ ไปพร้อมกัน อ้า…ใช่แล้ว เที่ยวพิพิธภัณฑ์ หรือไปเที่ยวที่สวนสัตว์ก็น่าจะเป็นคำตอบที่ดี มาดูกันดีกว่าว่ามีที่ไหนที่น่าพาคุณหนู ๆ ไปกันบ้าง

นิทรรศน์รัตนโกสินทร์ ท่องเที่ยวพร้อมเรียนรู้เรื่องราชธานีของไทย

นิทรรศน์รัตนโกสินทร์

เราต่างทราบกันดีว่ากรุงเทพมหานครเป็นเมืองหลวงของไทย แต่คุณทราบบ้างหรือไม่ว่า กรุงเทพฯมีอะไรดี มีความเป็นมาอย่างไรก่อนจะหลอมรวมสิ่งต่าง ๆ ทั้งผู้คนประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรมจนตกผลึกกลายมาเป็นกรุงเทพมหานคร เมืองฟ้าอมรเช่นนี้ คำถามเหล่านี้คุณสามารถพบคำตอบได้ที่ “นิทรรศน์รัตนโกสินทร์” พิพิธภัณฑ์ที่สามารถบอกเล่าเรื่องราวของกรุงเทพฯ และความน่าสนใจของเกาะรัตนโกสินทร์ได้ละเอียดครบถ้วนทุกมุมมอง เพราะภายในจัดเต็มพร้อมด้วยสื่อการจัดแสดงที่ยิ่งใหญ่สวยงาม มีมัลติมีเดีย แอนิเมชันที่จัดแสดงเรื่องราวของกรุงเทพฯ ในแบบ Interactive Self-learning มีหุ่นจำลองและนิทรรศการเกี่ยวกับเกาะรัตนโกสินทร์ จัดแสดงด้วยเทคโนโลยีสื่อผสมที่ทันสมัย ตื่นตาตื่นใจผู้ที่ได้มาพบเห็นเสมอ จะมีการจัดแสดงนิทรรศการต่าง ๆ ด้านใน 9 ห้องด้วยกัน แบ่งเป็นโซนแบบชัดเจน

อย่างบริเวณชั้น 1 จุดแรกที่เข้าไปก็จะได้พบกับป้ายไฟ LED ขนาดใหญ่ที่ไม่ธรรมดา เพราะมีเซ็นเซอร์จับการเคลื่อนไหวของผู้ที่เข้ามา คุณพ่อคุณแม่ลองพาคุณหนู ๆ ไปโบกไม้โบกมือกันดูได้ แล้วก็จะได้ฝูงนกบินออกมาจากหน้าจอ ดูเพลิดเพลินไม่น้อย ส่วนถัดไปก็ยังมีโถงกิจกรรม ที่จะมีกิจกรรมที่น่าสนใจเกี่ยวกับเมืองไทยมาจัดแสดงหมุนเวียนกันไปตลอด หรือจะขยับไปที่ห้องวิถีไทย วิถีแห่งการพึ่งพา ที่ได้มีการจัดทำโมเดลจำลองวิถีชีวิตชุมชนของ 12 ชุมชนรอบเกาะรัตนโกสินทร์ให้ได้เรียนรู้กัน เหล่านี้เป็นต้น

พิพิธภัณฑ์แห่งนี้จึงเป็นหนึ่งสถานที่ที่เหมาะแก่การพาคุณหนู ๆ ไปเรียนรู้เรื่องราวของเกาะรัตนโกสินทร์และเรื่องราวของกรุงเทพมหานคร เป็นการสร้างความรู้และความภาคภูมิใจในชาติและประวัติศาสตร์ของบ้านเมืองไปพร้อม ๆ กัน ที่สำคัญสาระและความเพลิดเพลินเหล่านี้ ไม่เพียงมีประโยชน์ต่อคุณหนู ๆ เท่านั้น มีหลากหลายเรื่องราวที่เราเชื่อว่า คุณพ่อคุณแม่ที่เป็นผู้ใหญ่เองก็ยังไม่รู้อีกมากมาย นิทรรศน์รัตนโกสินทร์ ตั้งอยู่บริเวณเดียวกับวัดราชนัดดาราม ถนนราชดำเนิน เปิดให้บริการทุกวัน ยกเว้นวันจันทร์ ตั้งแต่เวลา 10.00-19.00น. เปิดให้เข้าชมเป็นรอบ ทุก ๆ 20 นาที เด็ก ๆ สามารถเข้าชมฟรีได้

ซาฟารีเวิลด์สวนสัตว์แหล่งการเรียนรู้ธรมชาติชั้นดี

ซาฟารีเวิลด์

สวนสัตว์ซาฟารีเวิลด์ ตั้งอยู่ชานเมืองกรุงเทพฯ เดินทางไปไม่ยาก ที่นี่แม้จะเปิดมานานร่วม 30 ปี แต่ก็ยังคงมีเสน่ห์ไม่เสื่อมคลาย ดีไม่ดีสถานที่แห่งนี้อาจเต็มไปด้วยความทรงจำดี ๆ ในวัยเด็กของบางคนที่วันนี้อาจกลายเป็นคุณพ่อคุณแม่ไปแล้วด้วย สวนสัตว์แห่งนี้เป็นสวนสัตว์เปิด นั่นคือเป็นสวนสัตว์ที่ปล่อยให้สัตว์ได้ใช้ชีวิตของพวกมันตามธรรมชาติ คุณพ่อคุณแม่สามารถพาคุณลูก ๆ ไปสัมผัสชีวิตสัตว์ป่าอย่างเช่น ยีราฟ ม้าลาย นกกระจอกเทศ นกกระเรียน ไปจนถึงสัตว์ที่มีความดุร้ายอย่าง เสือโคร่งและสิงโตได้แบบใกล้ชิดมาก ๆ สามารถขับรถรับลมชิล ๆ เข้าไปชมได้เลย หรือจะใช้บริการรถบัสของทางซาฟารีเวิลด์เขาก็ได้ นอกจากโซนที่เป็นสวนสัตว์เปิดแล้ว ก็ยังมีโซน Marine Park หรือสวนน้ำเป็นโซนสำหรับจัดแสดงโชว์ของสัตว์น่ารัก ๆ ทั้งหลายด้วย อย่างโชว์ของแมวน้ำ สิงโตทะเล หรือความแสนรู้ของโลมา น่าสนใจขนาดนี้คุณพ่อคุณแม่ทั้งหลายไม่ควรพลาดที่จะพาคุณหนู ๆ ไปอย่างยิ่งเลย

อย่างไรก็ดี ไม่ว่าจะพาคุณหนู ๆ ไปเที่ยวพิพิธภัณฑ์ หรือที่ไหน ๆ ก็ตามอย่าลืมจัดสัมภาระอุปกรณ์เดินทางหรือเสื้อผ้าของคุณหนู ๆ ให้พร้อมด้วย หนูน้อยจะได้มีความมั่นใจมากขึ้น หากยังไม่รู้จะหาซื้ออุปกรณ์เครื่องใช้ของคุณหนู ๆ ในราคาดี ๆ ได้ที่ไหน มาที่ Shopee ได้เลย กำลังมีโปรโมชั่น 2.2 Double Double Sale กันอยู่พอดี ทำให้ช้อปช่วงนี้คุ้มค่าและประหยัดมาขึ้น จะเที่ยวทั้งทีก็อย่าลืมจัดเต็มให้คุณหนู ๆ กันด้วยนะ

 

เทคโนโลยีการถ่ายภาพในโทรศัพท์มือถือมีประโยชน์อย่างไร

Smart Phone Camera

โทรศัพท์นั้นสามารถใช้งานได้หลากหลายฟังก์ชัน ซึ่งในปัจจุบันนี้ได้มีวิวัฒนาการล้ำหน้าไปอีกโดยการให้มีกล้องติดโทรศัพท์ เพื่อใช้ในการถ่ายภาพนิ่งภาพเคลื่อนไหวก็ได้ และยิ่งในบางรุ่นที่มีความล้ำสมัยนั้นจะมีสองตัวด้วยกันคือกล้องหน้าและกล้องหลังไว้สำหรับถ่ายภาพ ซึ่งถือว่าเพื่อเป็นความสะดวกสบายของผู้ใช้นั่นเอง ที่จะได้ไม่ต้องมีการหันกล้องไปมาให้หัวเสีย ซึ่งมีการมีกล้องไว้ในโทรศัพท์เพื่อพกพาไปที่ไหนๆ ก็ได้นั้นมีประโยชน์เป็นอย่างมากดังจะกล่าวต่อไปนี้

1.    มีขนาดเล็กพกพาสะดวก เนื่องจากกล้องถ่ายรูปที่อยู่ในโทรศัพท์นั้นมีขนาดที่สามารถพกพาได้ง่าย เพราะเล็กมากทำให้เราสามารถนำติดตัวไปที่ใดๆ ก็ได้ ไม่ว่าจะเป็นการท่องเที่ยวทั้งในเมืองไทยและต่างประเทศ โดยที่ไม่ต้องแบกสัมภาระอะไรไปมากมายจนเกะกะไปหมด นับว่าเป็นข้อดีมากเลยทีเดียวของการมีโทรศัพท์และยังสามารถใช้กล้องถ่ายรูปไปในตัวได้อีกด้วย

2.    กล้องโทรศัพท์ติดตัวตลอดเวลาทำให้ถ่ายภาพได้รวดเร็ว ข้อนี้ถือว่าเป็นเรื่องจริงสำหรับหลายคนที่ชอบลงโซเชียลนั้น การมีโทรศัพท์ที่มีกล้องอยู่ในตัวนั้นทำให้เราพกพาไปที่ไหนก็ได้ ไม่ว่าจะขึ้นเขาลงห้วยหรือไปในสถานที่ที่ทุรกันดารก็สามารถนำติดตัวไปได้อย่างไม่หนักหนาอะไร และเมื่อเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นนั้นเราสามารถหยิบกล้องมาถ่ายภาพได้ ไม่ว่าจะเป็นภาพวิวหรือสถานที่ที่สวยงาม หรือถ่ายกับบุคคลสำคัญต่างๆ ที่เราบังเอิญพบเจอเพียงเสี้ยววินาทีนั้นได้อย่างทันท่วงที

3.    สามารถนำมาแต่งภาพก่อนลงโซเชียลได้อย่างรวดเร็ว และแน่นอนว่าสำหรับคอโซเชียลหรือผู้ที่รักการเล่นอินเตอร์เน็ตเป็นชีวิตจิตใจนั้นจะต้องมีการถ่ายภาพและอัพเดทชีวิตลงในเว็บไซต์ต่างๆ ในหน้าโปรไฟล์ของตนเอง และในบางครั้งนั้นรูปภาพอาจจะมีแสงและเงาไม่ตรงตามความต้องการของเรา ดังนั้นเราสามารถใช้รูปภาพจากในโทรศัพท์นี่แหละเข้าแอพพลิเคชั่นในการแต่งภาพได้อย่างง่ายดาย โดยไม่ต้องมีการรอไปลงในคอมพิวเตอร์ก่อนซึ่งจะทำให้เสียเวลา ซึ่งเราสามารถถ่ายภาพและเช็คอินสถานที่นั้นได้เลยทันที

4.    มีกล้องถ่ายวีดีโอไว้เมื่อต้องการบันทึกภาพเหตุการณ์นาทีระทึกได้ทันเวลา ซึ่งโทรศัพท์มือถือในปัจจุบันนั้นไม่ได้มีเพียงแค่กล้องถ่ายรูปเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีกล้องไว้สำหรับถ่ายวิดีโออีกด้วย ซึ่งตัวนี้แหละจะทำให้เราสามารถบันทึกเหตุการณ์ต่างๆ ได้ทันท่วงที เพราะบางครั้งหากเราไปเจอเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันเราสามารถเก็บคลิปวิดีโอเอาไว้เพื่อเป็นหลักฐานได้ หรือแม้แต่การถ่ายคลิปวิดีโอเพื่อความสนุกสนานในหมู่เพื่อนฝูง หรือใช้ไว้สำหรับงานสำคัญของญาติพี่น้องของเรานั้นเราก็สามารถทำได้ด้วยเช่นกัน

 

ประชาชนมีสิทธ์เรียกร้องการเลือกตั้งหรือไม่

กระแสการเรียกร้องเพื่อให้มีการเลือกตั้งทั่วไปในประเทศไทยได้มีมาอย่างต่อเนื่อง  โดยมีกลุ่มผู้ชุมนุมแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ทางการเมือง ได้เรียกร้องให้รัฐบาลจัดการเลือกตั้ง มาอย่างต่อเนื่อง  “กลุ่มฟื้นฟูประชาธิปไตย” ได้แสดงออกกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ทางการเมืองภายใต้วัตถุประสงค์ “ประชาชนอยากเลือกตั้ง แสดงพลังต้านสืบทอดอำนาจ คสช.”  โดยได้เรียกร้องให้รัฐบาลจัดการเลือกตั้งในเดือนพฤศจิกายนปี 2561  และยังเรียกร้องให้ คสช.ยุติการดำเนินคดีกับนักเคลื่อนไหวทางการเมือง  จากการชุมนุมโดยสงบลุกลามไปสาการดำเนินข้อหากับผู้ชุมนุม  อาทิ  ข้อหายุยงปลุกปั่นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116, ข้อหามั่วสุมตั้งแต่ 10 คนขึ้นไปหรือกระทำการให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 215 และข้อหาขัดคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 3/2558 ร่วมกันมั่วสุมหรือชุมนุมทางการเมืองเกิน 5 คนขึ้นไป

ประชาชนมีสิทธ์เรียกร้องการเลือกตั้งหรือไม่

จากกรณีการชุมนุมของกลุ่มเรียกร้อง “สวนดุสิตโพล” มหาวิทยาลัยสวนดุสิต ได้สำรวจความคิดเห็นของ ประชาชนทั่วประเทศ จำนวนทั้งสิ้น 1,163 คน ระหว่างวันที่8-12 พฤษภาคม 2561 ต่อประเด็นการชุมนุมเพื่อเรียกร้องให้มีการเลือกตั้ง พบว่า   49.43% เห็นว่าการประท้วงเป็นสิทธิสามารถทำได้ แต่ต้องอยู่ในขอบเขตที่เหมาะสม   โดย  22.43% เห็นว่าต้องไม่สร้างความวุ่นวาย ความเดือดร้อนให้กับผู้อื่น

อีกทั้งประชาชนคิดว่าการประท้วงครั้งนี้เป็นสิทธิที่สามารถทำได้   70.85% เพราะทุกคนสามารถแสดงความคิดเห็นได้ เป็นสิทธิที่จะออกมาเรียกร้อง เป็นไปตามระบอบประชาธิปไตยต้องไม่สร้าง ความเดือดร้อนวุ่นวาย   ในขณะที่มีเพียง  6.88% เห็นทำไม่ได้ เพราะบ้านเมืองยังอยู่ภายใต้การทำรัฐประหาร มี คสช. ควบคุม มีกฎหมายห้ามชุมนุมประท้วง ฯลฯ

ประชาชน เห็นว่าการเรียกร้องให้มีการเลือกตั้งในปี 2561 จะไม่เป็นผลสูงถึง  37.66%  สาเหตุหลักมาจาก  นายกฯ ประกาศว่าจะมีการเลือกตั้งในปีหน้า ยังมีการแก้ไขกฎหมายอยู่ ยังไม่ได้ปลดล็อคพรรคการเมือง อาจเตรียมการเลือกตั้งไม่ทัน  และประชาชน 28.63% คิดว่าจะเป็นไปได้ ที่จะมีการเลือกตั้งในปี 2561 เพราะ มีการประท้วงเป็นระยะ เป็นการสร้างความกดดันต่อรัฐบาล ประชาชนอยากให้มีการเลือกตั้งโดยเร็ว และนายกฯ เคยประกาศ ว่าจะมีเลือกตั้งในปี 61

อย่างไรก็ตาม ประชาชน 52.01%  ไม่เห็นด้วยกับการประท้วงครั้งนี้เพราะ ควรใช้วิธีการที่สันติ แสดงความคิดเห็นที่เป็นประโยชน์ เพราะการประท้องอาจได้ไม่คุ้มเสีย อย่างไรก็ตามรัฐบาลต้องดำเนินการตามโรดแมป และการประท้วงกระทบต่อภาพลักษณ์ประเทศชาติ ในขณะที่สูงถึง 47.99% เห็นด้วย เพราะ อยากให้มีการเลือกตั้งโดยเร็ว ต้องการให้บ้านเมืองเป็นประชาธิปไตย ประชาชนได้ออกเสียง ใช้สิทธิของตนเอง

พิจารณามุมมองระดับสากล สำนักงานข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ เรียกร้องอย่างต่อเนื่องให้รัฐบาลไทยเคารพสิทธิในการแสดงความคิดเห็นและชุมนุมอย่างสงบ ในฐานะที่ประเทศไทยเป็นรัฐภาคีกับกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางการเมืองและพลเมือง

หากถามว่าประชาชนมีสิทธิเรียกร้องการเลือกตั้งหรือไม่  ย่อมมีสิทธิที่จะเรียกร้องได้  หากแต่วิธีการนั้นยังคงต้องอยู่ภายใต้การไม่ขัดต่อกฎหมาย ซึ่งในขณะนี้ ต้องยอมรับว่า คำสั่งหัวหน้า คสช. ถือเป็นกฎหมายที่ต้องปฏิบัติตาม

หลักการทำงานที่ดีสำหรับเด็กจบใหม่

เมื่อจบการศึกษา คุณจะได้รับฐานะเป็นบัณฑิต  แต่นั่นไม่ใช่ที่สุดของชีวิต ในทางตรงข้ามการเป็นบัณฑิต คือสัญญาณบอกว่าคุณกำลังจะเข้าสู่สนามชีวิตจริง ที่การทำงานนั้นต้องได้รับการประเมินโดยนายจ้าง ไม่ใช่เพียงการทำงานส่งอาจารย์   การเปลี่ยนแปลงจากการเป็นพี่ใหญ่ของรุ่นน้อง ไปสู่การเป็นน้องเล็กในองค์กรของให้เด็กจบใหม่ทุกคนต้องปรับตัวให้เข้ากับงานที่ทำ และ คนที่ทำงานร่วมกันทั้งในองค์กร และนอกองค์กร ดังนั้นจึงควรศึกษาหลักการทำงานที่ดีเพื่อที่จะได้นำมาพัฒนาตัวเอง หากคุณอยากเป็นเด็กจบใหม่ที่ทำงานได้ดีเราเอาหลักการทำงานที่ดีสำหรับเด็กจบใหม่ มาฝากกันหวังว่าจะเป็นประโยชน์ไม่น้อย

หลักการทำงานที่ดีสำหรับเด็กจบใหม่

  1. มีทัศนคติในการทำงานที่ดี รักการเรียนรู้เพื่อให้เข้าใจงาน มีความมานะที่จะแสวงหาความรู้และเก็บเกี่ยวประสบการณ์จากงานที่ได้รับมอบหมาย   ตั้งเป้าหมายในการพัฒนาทักษะความสามารถของตนเองให้เพิ่มขึ้นเพื่อที่จะสามารถดูแลรับผิดชอบงานได้มากขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป
  2. แสดงความรับผิด และ รับชอบ การพิสูจน์ว่าคุณเป็นผู้ใหญ่มากพอคือการมีความรับผิดชอบ อย่ารับแต่ชอบอย่างเดียว   การทำงานที่ผิดพลาดของคุณอาจส่งผลกระทบถึงงานของคนอื่นจึงควรที่จะมีสติกับงานที่ทำ และทำให้ตรงตามกรอบเวลา พยายามให้มีข้อผิดพลาดให้น้อยที่สุด
  3. เคารพกติกาที่ชอบธรรม เช่น กฎระเบียบของบริษัท หรือเงื่อนไขการทำงาน อย่าไปทำงานสาย เข้างานให้ตรงเวลา ส่งงานให้ทันตามกำหนดที่ได้รับมอบหมาย เข้าประชุมให้ตรงเวลา เตรียมการประชุมให้พร้อม
  4. บริหารจัดการชีวิตการทำงานและชีวิตส่วนตัวให้ดี การทำงานอย่างจริงจังเป็นสิ่งที่ดีแต่ไม่ใช่ว่าการเป็นเด็กใหม่ต้องทุ่มเทให้งานจนเบียดบังเวลาในชีวิตของคุณมากไป การอาสาแสดงน้ำใจช่วยเหลือทำงานเกินเวลาเกิดขึ้นได้แต่ไม่ใช่ทุกวัน
  5. สร้างมิตรภาพที่ดีในที่ทำงาน การทำงานย่อมมีคนที่เราชอบและไม่ชอบ แต่ไม่จำเป็นต้องสร้างศัตรู และควรมองเรื่องงานให้แยกจากเรื่องส่วนตัว
  6. ถ้าอยากให้ชีวิตการทำงานสดใสควรเริ่มต้นวางแผนชีวิตตั้งแต่ทำงานใหม่ๆ เช่น การรู้จักเก็บออม อย่าใช้จ่ายฟุ่มเฟือยจนแทบไม่เหลือเก็บ อย่าเริ่มก่อหนี้ ควรเก็บเงินจากรายได้มาเก็บออมสัก 10% – 20%  การวางแผนอนาคต 2-5 ปีข้างหน้าว่าจะพัฒนาตนเองอย่างไร
  7. เติมความรู้ให้ตัวเองอยู่เสมอ โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับสายงานที่เราทำอยู่ ซึ่งสามารถสอบถามพูดคุยกับเพื่อนร่วมงาน รุ่นพี่ หรือเจ้านาย  รวมทั้งการนำตัวเองเข้าไปเรียนรู้จากการอาสาทำงานที่อยากรู้ หรือศึกษาจากสื่อออนไลน์ที่เชื่อถือได้

สุดท้ายจงอดทนและไม่ย่อท้อ เมื่อมาเจอปัญหาและอุปสรรคต่าง ๆ ไม่มีใครทำงานแล้วไม่เจอ ปัญหาแต่ทุกปัญหาทำให้คุณได้ฝึกการคิดแก้ปัญหา และสร้างภูมิคุ้มกันให้ตัวเอง หากมีปัญหาจงหาทางออกและต้องอดทน พยายามทำงานให้สำเร็จ