ความแตกต่างของน้ำมันเสน่ห์และน้ำมันพราย

น้ำมันเสน่ห์ กับน้ำมันพราย ต่างกันอย่างไร

คนที่เล่นทางไสยศาสตร์ หรือนิยมพวกเครื่องรางของขลังต่าง ๆนั้น ต้องรู้จักพวก น้ำมันเสน่ห์ หรือไม่ก็ต้องรู้จักน้ำมันพรายแน่นอน หลายๆคนที่ไม่ใช่แฟนพันธ์แท้ ไม่ได้ศึกษาให้ลึกซึ่ง อาจจะคิดว่ามันเป็นชนิดเดียวกัน แต่ความจริงแล้ว ทั้งสองอย่างนี้ ไม่เหมือนกันเลย ไม่ว่าจะเป็นวิธีการทำน้ำมัน ส่วนประกอบต่าง ๆ ก็ไม่เหมือนกันสักอย่าง

และที่สำคัญ อานุภาพก็แตกต่างกันด้วย เราจะมาทำความเข้าใจกับน้ำมันสองชนิดนี้ก่อน เพื่อที่จะได้ไม่ต้องสับสนกันในคราวต่อไป

น้ำมันพราย ชื่อนี้เรามักจะคุ้นเคยกันดี เพราะไม่ว่าในหนังผีต่าง ๆ เรามักจะเห็นพวกอาจารย์หรือหมอผี ไปลนเอาน้ำมันพรายจากศพผู้หญิง เอามาทำน้ำมันพราย ซึ่งมันก็ดูจะสยองไม่น้อย คนที่จะกล้าใช้น้ำมันชนิดนี้ ต้องเป็นคนที่เล่นมนต์เสน่ห์ทางสายดำเท่านั้น คนที่เล่นสายขาวทางด้านเสน่ห์ เขาจะไม่เอาเด็ดขาด เพราะมันมีผลเสียหลายอย่าง

น้ำมันเสน่ห์ อันนี้หลายๆคนอาจจะไม่ค่อยรู้จักเหมือนกับน้ำมันพรายเท่าไหร่ เพราะไม่ค่อยปรากฏในหนังเหมือนอย่างแรก วิธีการทำ และส่วนประกอบก็แตกต่างกับน้ำมันพรายเป็นคนละอย่างเลย ทั้งวิธีการปปลุกเสกหรือวิธีการทำน้ำมัน การจะได้มาซึ่ง น้ำมันเสน่ห์ นั้น ส่วนมากจะได้มาจากพวกพืชตระกูลว่านทั้งหลาย ส่วนมากจะเป็นว่านประเภทดอกทอง อย่างเช่น ว่านดอกทองแท้ ว่านมหาเสน่ห์(รากราคะ) ว่านดอกกระเจา เป็นต้น

น้ำมันเสน่ห์

หรืออาจจะมีพวกเถาวัลย์หลงมาด้วย ก็อยู่ที่คนปลุกเสก ว่าเขาจะเอาว่านชนิดไหนมาเป็นส่วนประกอบ แต่ว่านทั้งหมดที่กล่าวมานั้น ก็มีอานุภาพในเรื่องของเสน่ห์ทั้งนั้น โดยการเอามาสกัด ไม่ว่าจะเป็นการต้ม หรือวิธีการต่าง ๆ เพื่อที่จะได้มาซึ่ง น้ำมันเสน่ห์ และก็ต้องมาผ่านการปลุกเสก ว่านแต่ละชนิดที่กล่าวมา จะมีสรรพคุณในตัวแตกต่างกันไป และก็เป็นว่านที่หายากทั้งนั้น

อย่างเช่นว่านดอกทอง ตามสรรพคุณเขาว่ากันไว้ว่า คนที่ปลูกว่านชนิดนี้ จะมีเสน่ห์ที่รุนแรงมาก โดยเฉพาะผู้หญิงถ้าสัมผัสกับว่านชนิดนี้ จะมีผลทางด้านกามาอย่างรุนแรง เหมือนจะไปปลุกราคะให้เพิ่มมากยิ่งขึ้น เป็นว่านที่หายากมากในปัจจุบัน ส่วนมากที่เขาเอามาขาย โดยอ้างว่าเป็นของแท้นั้น ส่วนมากจะไม่แท้ จะเป็นการอวดอ้างสรรพคุณกันเสียมากกว่า

คุณที่รู้จัก หรือมีว่านชนิดนี้จริงๆ เขาจะไม่บอกให้ใครรู้เป็นอันขาด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คนที่มีศีลอย่างพระต่างๆ เพราะรู้ว่า คนที่จะเอาไปใช้นั้น จะเอาไปใช้ในด้านไหน ส่วนมากจะเป็นด้านไม่ดีเสียมากกว่า เขาเลยไม่นิยมให้ใครได้ของแท้ หรือบอกให้รู้ว่ามีว่านชนิดนี้อยู่ที่ไหน

และเรื่องของ น้ำมันเสน่ห์ที่ขายกันเต็มในอินเตอร์เน็ตนั้น เราไม่มีทางที่จะรู้ได้เลยว่า ที่เราดูนั้นมันเป็นของจริงหรือไม่มีอย่างเดียวเท่านั้น คือเราต้องลองเอง หรือไม่ก็สอบถามจากคนที่เคยซื้อมาก่อน

เพราะน้ำมันชนิดนี้ มันสามารถที่จะปลอมแปลงกันง่ายมาก โดยเอาอะไรมาเป็นส่วนประกอบ แล้วอ้างว่าเป็นน้ำมันเสน่ห์ก็ได้ทั้งนั้น โดยที่คนซื้อไม่มีทางที่จจะรู้ได้ คนที่อยากจะได้น้ำมันชนิดนี้ ต้องดูให้ดี ดูให้รอบคอบเสียก่อน ไม่งั้นจะเป็นการหลอกให้ซื้อ ให้เราเสียเงินฟรี โดยที่เราได้น้ำมันอะไรมาก็ไม่รู้

 

ประชาชนมีสิทธ์เรียกร้องการเลือกตั้งหรือไม่

กระแสการเรียกร้องเพื่อให้มีการเลือกตั้งทั่วไปในประเทศไทยได้มีมาอย่างต่อเนื่อง  โดยมีกลุ่มผู้ชุมนุมแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ทางการเมือง ได้เรียกร้องให้รัฐบาลจัดการเลือกตั้ง มาอย่างต่อเนื่อง  “กลุ่มฟื้นฟูประชาธิปไตย” ได้แสดงออกกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ทางการเมืองภายใต้วัตถุประสงค์ “ประชาชนอยากเลือกตั้ง แสดงพลังต้านสืบทอดอำนาจ คสช.”  โดยได้เรียกร้องให้รัฐบาลจัดการเลือกตั้งในเดือนพฤศจิกายนปี 2561  และยังเรียกร้องให้ คสช.ยุติการดำเนินคดีกับนักเคลื่อนไหวทางการเมือง  จากการชุมนุมโดยสงบลุกลามไปสาการดำเนินข้อหากับผู้ชุมนุม  อาทิ  ข้อหายุยงปลุกปั่นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116, ข้อหามั่วสุมตั้งแต่ 10 คนขึ้นไปหรือกระทำการให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 215 และข้อหาขัดคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 3/2558 ร่วมกันมั่วสุมหรือชุมนุมทางการเมืองเกิน 5 คนขึ้นไป

ประชาชนมีสิทธ์เรียกร้องการเลือกตั้งหรือไม่

จากกรณีการชุมนุมของกลุ่มเรียกร้อง “สวนดุสิตโพล” มหาวิทยาลัยสวนดุสิต ได้สำรวจความคิดเห็นของ ประชาชนทั่วประเทศ จำนวนทั้งสิ้น 1,163 คน ระหว่างวันที่8-12 พฤษภาคม 2561 ต่อประเด็นการชุมนุมเพื่อเรียกร้องให้มีการเลือกตั้ง พบว่า   49.43% เห็นว่าการประท้วงเป็นสิทธิสามารถทำได้ แต่ต้องอยู่ในขอบเขตที่เหมาะสม   โดย  22.43% เห็นว่าต้องไม่สร้างความวุ่นวาย ความเดือดร้อนให้กับผู้อื่น

อีกทั้งประชาชนคิดว่าการประท้วงครั้งนี้เป็นสิทธิที่สามารถทำได้   70.85% เพราะทุกคนสามารถแสดงความคิดเห็นได้ เป็นสิทธิที่จะออกมาเรียกร้อง เป็นไปตามระบอบประชาธิปไตยต้องไม่สร้าง ความเดือดร้อนวุ่นวาย   ในขณะที่มีเพียง  6.88% เห็นทำไม่ได้ เพราะบ้านเมืองยังอยู่ภายใต้การทำรัฐประหาร มี คสช. ควบคุม มีกฎหมายห้ามชุมนุมประท้วง ฯลฯ

ประชาชน เห็นว่าการเรียกร้องให้มีการเลือกตั้งในปี 2561 จะไม่เป็นผลสูงถึง  37.66%  สาเหตุหลักมาจาก  นายกฯ ประกาศว่าจะมีการเลือกตั้งในปีหน้า ยังมีการแก้ไขกฎหมายอยู่ ยังไม่ได้ปลดล็อคพรรคการเมือง อาจเตรียมการเลือกตั้งไม่ทัน  และประชาชน 28.63% คิดว่าจะเป็นไปได้ ที่จะมีการเลือกตั้งในปี 2561 เพราะ มีการประท้วงเป็นระยะ เป็นการสร้างความกดดันต่อรัฐบาล ประชาชนอยากให้มีการเลือกตั้งโดยเร็ว และนายกฯ เคยประกาศ ว่าจะมีเลือกตั้งในปี 61

อย่างไรก็ตาม ประชาชน 52.01%  ไม่เห็นด้วยกับการประท้วงครั้งนี้เพราะ ควรใช้วิธีการที่สันติ แสดงความคิดเห็นที่เป็นประโยชน์ เพราะการประท้องอาจได้ไม่คุ้มเสีย อย่างไรก็ตามรัฐบาลต้องดำเนินการตามโรดแมป และการประท้วงกระทบต่อภาพลักษณ์ประเทศชาติ ในขณะที่สูงถึง 47.99% เห็นด้วย เพราะ อยากให้มีการเลือกตั้งโดยเร็ว ต้องการให้บ้านเมืองเป็นประชาธิปไตย ประชาชนได้ออกเสียง ใช้สิทธิของตนเอง

พิจารณามุมมองระดับสากล สำนักงานข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ เรียกร้องอย่างต่อเนื่องให้รัฐบาลไทยเคารพสิทธิในการแสดงความคิดเห็นและชุมนุมอย่างสงบ ในฐานะที่ประเทศไทยเป็นรัฐภาคีกับกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางการเมืองและพลเมือง

หากถามว่าประชาชนมีสิทธิเรียกร้องการเลือกตั้งหรือไม่  ย่อมมีสิทธิที่จะเรียกร้องได้  หากแต่วิธีการนั้นยังคงต้องอยู่ภายใต้การไม่ขัดต่อกฎหมาย ซึ่งในขณะนี้ ต้องยอมรับว่า คำสั่งหัวหน้า คสช. ถือเป็นกฎหมายที่ต้องปฏิบัติตาม